"อิสริยะ คูหาเปรมกิจ" หัวเรือ"รอยัล มอเตอร์ส"



ทุกวันนี้ค่ายผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ (เกรย์ มาร์เก็ต) ในบ้านเรา จะเพิ่มจำนวนจนขนาดที่ว่าดอกเห็ดยังต้องอาย ไม่แน่ใจว่าเป็นแฟชั่นหรืออย่างไร

แต่ค่ายหนึ่งซึ่งเป็นน้องใหม่เปิดตัวมาไม่นานเมื่อปลายปีที่แล้ว อย่างบริษัท รอยัล มอเตอร์ส จำกัด ที่มี "อิสริยะ คูหาเปรมกิจ" นั่งแป้นในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร และผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ ไม่ได้ทำตามแฟชั่น เพราะว่ามาด้วยใจรักล้วนๆ

- จุดเริ่มต้นนำเข้ารถยนต์อิสระ

จริงๆ แล้วเราอยู่เบื้องหลังการนำเข้ารถยนต์ให้กับทั้งเกรย์รายอื่นรวมถึงลูกค้า ที่มีความใกล้ชิดกันมาประมาณ 2-3 ปี ส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจ เพราะเห็นว่าเรามีความเชี่ยวชาญ และเป็นคนเล่นรถมานาน ในที่สุดเลยตกลงใจทำเป็นรูปธุรกิจจริงจัง เพราะมองเห็นโอกาสเติบโตสูง โดยได้ที่บนถ.เพชรบุรีตัดใหม่เนื้อที่กว่า 4 ไร่ เป็นโชว์รูม และศูนย์บริการ 8 ช่องซ่อม ใช้งบประมาณในการลงทุน รวมสต๊อกอะไหล่ 500 ล้านบาท

- วางกลยุทธ์การตลาดอย่างไร

เราค่อนข้างแตกต่างจากที่อื่น เพราะมีรถในทุกเซ็กเมนต์ ทุกค่าย ตั้งแต่รถสปอร์ต รถขนาดเล็ก รถครอบครัว เอสยูวี เอ็มพีวี ราคาตั้งแต่ 2.5-25 ล้านบาท ทำให้ครอบคลุมความต้อง การของลูกค้าได้ครบ เปิดตัวบริษัทมาไม่ถึงครึ่งปี มียอดขายไปแล้วประ มาณ 100 คัน
- ล่าสุดเป็นตัวแทนซูเปอร์คาร์

เป็นรถของค่าย RUF หลาย คนอาจจะงงว่าไม่เคยได้ยินรถยนต์ แบรนด์นี้ ต้องอธิบายก่อนว่า RUF คือค่ายรถยนต์ ที่ไปซื้อแชสซี และเครื่องยนต์ ที่ไม่ได้ตอกเลข มาจากปอร์เช่ แล้วนำมาพัฒนาแต่งใหม่ให้เป็นรถซูเปอร์ คาร์สไตล์ RUF ที่นอกจากความแรงแล้วยังสามารถขับใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ต่างจาก ซูเปอร์คาร์ทั่วไปที่ต้องใช้ความชำนาญในการขับค่อนข้างมาก RUF มีประวัติศาสตร์ในวงการรถยนต์ที่เยอรมัน มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปีค.ศ.1981 และในปี 1987 เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกมาแล้ว ชื่อเสียงจึงรับประกันได้

- วางแผน RUF อย่างไร

RUF อาจจะใหม่กับคนไทย แต่มีแฟนพันธุ์แท้ที่รอคอยอยู่เหมือนกัน ล่าสุดนำ RUF 987 ที่วางเครื่องยนต์ 2,900 ซีซี 218 แรงม้า ราคาเริ่มต้น 7.9 ล้านบาท กับ RUF Rt 12S เครื่องยนต์ 6 สูบ 3800 ซีซี 685 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุด 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท มาเป็นไฮไลต์กับลูกค้า ยังมีแผนในการนำรถเอสยูวี ของ RUF มาจำหน่ายปลายปีนี้ด้วย

- ตั้งเป้าหมายยอดขายในปีนี้

จากยอดขายที่ทำได้ในช่วงที่ผ่านมา มั่นใจว่าถึงสิ้นปีนี้จะมียอดขายรวม 300 คันได้ไม่ยาก โดยในส่วนนี้ตั้งเป้าที่จะเป็น RUF ไว้ที่ 20-30 คัน ลูกค้าของบริษัทส่วนหนึ่งมาจากฐานลูกค้าธุรกิจเดิมที่บริษัทดำเนินอยู่คือธุรกิจทองคำ และหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมาก อีกทั้งไม่ได้รับผลกระทบกับปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองแต่อย่างใด

Credit : ข่าวสด

“คุณวิน-วีร์กฤติ ว่องวัฒนะสิน” ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์



วันนี้เราจะพาสาวๆ มาพูดคุยกับนักธุรกิจรูปหล่อ “คุณวิน-วีร์กฤติ ว่องวัฒนะสิน” Marketing Manager แห่งแบรนด์ MOTIF ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ ถึงแม้ภาพแรกที่เราได้เห็นคุณวินจากภายนอก เขาอาจจะมองดูเป็นชายหนุ่มมาดนิ่งที่เข้าถึงยาก แต่ถ้าหากใครได้มีโอกาสสัมผัสกับเขาจริงๆ แล้ว จะรู้เลยว่าเป็นหนุ่มช่างคิดและมีเสน่ห์ไม่แพ้ใครๆ เลยละค่ะ ว่าแล้วเราลองไปรู้จักกับอีกด้านหนึ่งในมุมสบายๆ ของเขากันดีกว่าค่ะ
My Profile
“ปัจจุบันผมเป็น Marketing Manager ร้านนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ MOTIF แล้วก็เป็นหุ้นส่วนกับน้องชาย (ธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน) เปิดร้านเสื้อผ้า Vickteerut ซึ่งน้องชายผมเป็นดีไซน์เนอร์ออกแบบเอง ส่วนผมจะดูในเรื่องของภาพรวมทางการตลาด และด้านตัวเลขมากกว่าครับ” 
I’m what I’m : มองตัวตนของคุณเป็นอย่างไร
“ผมเป็นคนเรียบๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก ผมจะดูเป็นคนที่ค่อนข้างพูดน้อย และอาจจะต้องใช้เวลานิดหนึ่งสำหรับการทำความคุ้นเคยกับคนใหม่ๆ เพราะบางทีเรายังวางตัวไม่ถูกว่าควรจะพูดยังไงกับเขา แต่ถ้าสนิทแล้วก็เป็นคนชอบความสนุกสนาน เฮฮาครับ”
My Style : สไตล์ส่วนตัว
ทั้งสไตล์ส่วนตัวในเรื่องของการแต่งกาย หรือไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกงานออกแบบ อย่างการเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้ามาในร้านของผมแล้ว ผมชอบความเรียบง่าย ที่สามารถผสมผสานกับการใช้ชีวิตได้ดี การแต่งตัวจะเป็นสไตล์เรียบๆ คุมโทน ส่วนใหญ่จะเห็นว่าผมใส่อยู่ไม่กี่สี เช่น สีเบจ สีเทา สีดำ สีขาว และสีน้ำเงินเข้ม ส่วนการเลือกเฟอร์นิเจอร์ผมจะชอบแนว contemporary เพราะว่าค่อนข้างจะใช้งานได้ง่าย ไม่ดูหวือหวาจนเกินไป”
My Idol : บุคคลที่เป็นไอดอลในดวงใจ
คุณพ่อและคุณแม่ เพราะเป็นคนที่เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กๆ ท่านจึงเป็นคนที่สอนหลายๆ อย่างให้กับผมมาตลอด ทั้งการใช้ชีวิต วิธีการทำงาน วิธีการคิด ซึ่งผมก็ได้นำคำสอนเหล่านั้นมาปรับใช้กับชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ท่านทำอะไรผิดพลาดมา ก็จะนำมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้ผมได้รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี”

ปรัศว์ หงส์ลดารมภ์ จากเด็กเรียนมหา'ลัยเยล สู่นักการตลาดรุ่นใหม่





เรื่องราวของนักการตลาดหนุ่มไฟแรง ผู้เปลี่ยนแปลงแบบ 360 องศา จากเด็กเรียนสุดเรียบร้อย พูดน้อย สู่การเป็นนักการตลาดหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ต้องพบปะ ติดต่อสังสรรค์กับผู้คนมากมาย เขาบอกว่าการปรับตัวทำได้ไม่ยาก แค่ต้องอาศัยการเปิดใจ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามา
     
       ชายหนุ่มที่นั่งพูดคุยกับเราในวันนี้ เราให้เล่าฟังว่า ภาพลักษณ์ของเขาในสมัยก่อนคือ เด็กเรียนสุดเรียบร้อย ด้วยดีกรีที่เรียนจบระดับมัธยมด้วยคะแนนสุงสุดของชั้น และจบเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยระดับท็อปเทนของสหรัฐอเมริกา แถมอุปนิสัยใจคอ ยังเป็นหนุ่มเรียบร้อยและพูดน้อย แต่ปัจจุบันเขาคือ นักการตลาดรุ่นใหม่ในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์ซันซิล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด สายงานที่ต้องแอ็กทีฟและติดต่อกับผู้คนมากมายอยู่เสมอ

"เบส" หรือ “ปรัศว์ หงส์ลดารมภ์” หนุ่มวัย 26 เล่าย้อนไปในวัยเด็ก ที่เขาตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลไปไปศึกษาไกลถึงสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุได้เพียง 13 ปี เท่านั้น “ก่อนหน้านั้นผมเคยไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษก่อน คือผมชอบที่จะเรียนรู้และอยากพูดภาษาอังกฤษเก่ง คุณพ่อคุณแม่ก็สนับสนุนด้วย เพราะมองว่าเป็นโอกาสที่ดี เป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเรา เลยตัดสินใจว่าไปเรียนต่อที่อเมริกาก็แล้วกัน ตอนนั้นจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้วก็ไปสหรัฐอเมริกาเลย ไปอยู่ที่นั่นทั้งหมดก็ 9 ปี

ตอนแรกที่ไปก็คิดถึงบ้านทุกวัน ผมใช้เวลาปรับตัวประมาณ 6 เดือน เพราะภาษาอังกฤษของเราก็ยังไม่แข็งแรง การไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา อาจจะลำบากสำหรับผมในช่วงแรก แต่พอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกประทับใจ เพราะเราต้องทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวของตัวเองทั้งหมด ต้องจัดตารางทุกอย่างในชีวิตเองทุกอย่าง ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เรามั่นใจ และสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้”
     
       หลังจากจบมัธยมด้วยคะแนนสูงลิ่ว เขาก็ได้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชื่อดัง “การที่เราไปเรียนมหาลัยท็อปเทน ก็ยอมรับว่ามีการแข่งขันสูง เพราะมีแต่เด็กเก่งๆ ของแต่ละโรงเรียนมารวมตัวกัน ถามว่ากดดันหรือไม่? ตอนนั้นก็กดดันมาก ที่เราต้องพยายามทำให้ดี เพราะว่าเราอยากให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจด้วย ตอนนั้นเรียนหนักมาก เป็นเด็กเรียนเต็มตัวเลย”
     
       แต่ถึงแม้จะเป็นคนตั้งใจเรียนอย่างไร สำหรับกิจกรรมอื่นปรัศว์ก็ไม่เคยทิ้ง เขาจัดสรรเวลาและทำทั้งสองอย่างควบคู่กันได้ดี ไม่ว่าการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน นักไวโอลิน ในวงดนตรีออเคสตร้า และการเป็นรองประธาน Thai Club สมัยมหาวิทยาลัย “ผมว่าการเรียนหนังสือก็เหมือนการทำงาน คือมันไม่มีวันจบ เราต้องทำไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเรามีกิจกรรมอะไรที่เราสนใจ เราก็จะแบ่งเวลาเอาไว้เลย เพื่อทำกิจกรรมเหล่านี้”
     
       เมื่อเรียนจบกลับมาเมืองไทย ปรัศว์กลับมาช่วยงานที่บ้านซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 1 ปี ก่อนตัดสินใจมาหาประสบการณ์การทำงานที่กรุงเทพฯ
     
       “ตอนนั้นก็ดูแลในด้านการตลาดและการจัดการของคลับเฮาส์ที่โครงการ พอทำมาได้ประมาณหนึ่งปี ก็เริ่มอยากหาประสบการณ์เพิ่ม เลยมาที่กรุงเทพ พอดีที่ยูนิลีเวอร์มีโปรแกรม Management Trainee Program ก็ได้เข้าร่วม ซึ่งได้เรียนรู้งานเยอะมาก และทำมกับยูนิลิเวอร์มาจนถึงปัจจุบัน ช่วยรับผิดชอบในส่วนการคิดกลยุทธ์ ธุรกิจ การตลาด”


เพราะด้วยบุคลิกเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยพูด ปรัศว์เล่าว่า ในช่วงแรกเขาต้องปรับตัวเยอะมาก “ผมว่าการทำงานการตลาดต้องเข้าใจเรื่องจิตวิทยานะ เพราะเราต้องติดต่อกับคนเยอะ มันคือการเข้าใจสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ เรื่องของจิตใจมนุษย์เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ช่วงแรกผมมีอุปสรรคเหมือนกัน บางช่วงทำงานไปแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ผม อย่างต้องไปดีลกับคนเยอะๆ แต่ผมว่าทุกอย่างมันคือการเรียนรู้ การปรับตัว พัฒนาไปข้างหน้า ซึ่งเมื่อเราเปิดใจ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เราก็ผ่านมาได้”
     
       แม้ว่าเขาจะมุ่งมั่นและตั้งใจกับการทำงานมากแค่ไหน แต่เข้าก็ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลในชีวิตเช่นกัน “หลังเลิกงาน ผมก็จะไปว่ายน้ำทุกเย็น ถึงเราจะทำงานหนัก แต่ถ้าไม่ออกกำลังกาย ผมรู้สึกว่าไม่ผ่อนคลาย สมองไม่ปลอดโปร่ง ซึ่งผมจะไปว่ายน้ำประมาณ 3 กิโลเมตรต่อวันเลย เป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้
     
       ตอนนี้ผมยังเริ่มศึกษาโยคะ ซึ่งช่วยเรื่องการเพิ่มความยืดหยุ่น และทำให้เราฝึกสมาธิได้ด้วย เพราะงานมาร์เก็ตติ้ง ทุกอย่างมันเร็ว พอเราทำงานไปเยอะๆ จะรู้สึกว่าสมาธิเราสั้นลงนะ การฝึกโยคะจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราโฟกัสในสิ่งที่เราทำอยู่ได้ พอเรามีสมาธิ เราก็จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
     
       ปรัศว์ได้ให้คำจำกัดความตัวเองทิ้งท้ายการสัมภาษณ์ว่า “ผมเป็นคนมุมานะ และตั้งใจในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะบรรลุความสำเร็จ ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วผมต้องการที่จะทำอะไร ผมจะทำให้มันประสบความสำเร็จครับ ถ้าเราตั้งเป้าไว้แล้ว แต่ยังไม่ถึงจุดนั้น เราก็ต้องผลักดันตัวเองให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้ในที่สุด” 

'ณัฐ สารสาส' หนุ่มนักคิดที่เจ๋งมากกว่าความเป็นเพลย์บอยไฮโซ


ครั้งแรกที่ทุกคนรู้จักชื่อของ “ณัฐ สารสาส” อาจจะเป็นชื่อเสียงที่ดูแปร่งๆ ไปหน่อย เพราะเขาเริ่มมาจากข่าวรักๆ เลิกๆ กับดาราสาวคนหนึ่ง “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร!!” แม้ภายนอกที่เราเห็นเขาอาจเป็นผู้ชายที่มีข่าวกับสาวๆ คนโน้นคนนี้เสมอ หากแต่เมื่อได้คุยกับเขาแล้วกลับรู้สึกอยากเปลี่ยนมุมในการมองผู้ชายคนนี้ไปเลยทีเดียว เพราะเขาเป็นอีกคนที่มีความคิดและการใช้ชีวิตที่น่าสนใจไม่ใช่แค่เก๊กไฮโซไปวันๆ
    
       คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้เท่าไหร่นักว่า “ณัฐ สารสาส” ทำอะไร รู้แค่ว่าเป็นไฮโซ มีข่าวกับดารา ทำโรงแรม แต่งตัวเยอะ เดินทางบ่อย แต่ความจริงแล้วผู้ชายวัย 32 คนนี้มีอะไรให้เราค้นหามากกว่าเป็นเพียงผู้ชายมีสไตล์ “นัท สารสาส” หรือ “ณัฐพล สารสาส” ลูกชายคนโตของนักธุรกิจชื่อดัง “ชินเวช สารสาส” เขาเริ่มเข้ามาดูธุรกิจของครอบครัวในหลายๆ บริษัทเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้นเขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการลองผิดลองถูกของตัวเอง

“หลังจากจบด้านไฟแนนซ์มา ผมกลับมาเมืองไทยก็ทำออร์แกไนเซอร์กับเพื่อน ตามสไตล์เด็กๆ ที่คิดว่าอยากจะลองหาเงินกันเอง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ลองผิดลองถูกมาเยอะ เรียนรู้เก็บประสบการณ์มา จนเมื่อมาทำงานกับคุณพ่อเราก็ยิ่งได้เรียนรู้และทำงานอย่างมืออาชีพยิ่งขึ้น โดยตอนนี้ผมดูแลทั้งหมด 4 บริษัทของครอบครัว และอีก 2 บริษัทของตัวเอง
    
       ของครอบครัวอันแรกคือซิกส์เซนต์ ไฮอะเวย์ ยาวน้อย ที่ทำมาเป็นปีที่ 3 ซึ่งก็เริ่มอยู่ตัวแล้ว และก็มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นตึกออฟฟิศให้เช่าชื่อ “ศาลา @สาธร” สองที่นี้ผมดูเรื่องภาพรวมทั้งหมด แล้วก็มีอีก 2 บริษัท ที่กำลังเติบโตได้ดีคือ บริษัท เจนเนอร์รัลเอาต์ซอสซิ่ง เป็นบริษัทรับบริหารเรื่องการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานของบริษัทที่มาว่าจ้างให้เราดูแลให้ เรื่องเงินเดือนไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกัน เพราะว่าต้องมีเรื่องเรื่องภาษีเงินได้ สวัสดิการ โอที ซึ่งเขาจะสะดวกมากหากเขามาจ้างเรา แล้วก็มีบริษัท จี แคปิตอล ที่บริษัทผมร่วมทุนกับธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อให้กับเครื่องจักรกลการเกษตร ให้ความช่วยเหลือกับเกษตรกร 
    
       ส่วนที่เป็นธุรกิจของตัวเองกับเพื่อนก็จะมีบริษัท U-Dox เป็นบริษัทเกี่ยวกับการพัฒนาแบรนด์ และบริษัทGonefarBeyond ที่เป็นบริษัทกึ่งมูลนิธิจัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเกี่ยวกับแฟชั่น ดนตรี ศิลปะ ซึ่งก็จะมีการจัดงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ด้วย เช่น ไนกี้ อาดิดาส จี-ช็อก”
    
       ไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับความรับผิดชอบของเขา ยิ่งในยุคที่การทำธุรกิจเต็มไปด้วยการแข่งขันและความเสี่ยง ยิ่งทำให้ต้องอะเลิร์ตและต้องกระตุ้นแรงขับเคลื่อนในการทำงานตลอดเวลา...

:: คอนเนกชั่นและการเดินทางสร้างแรงขับเคลื่อน
    
       การสร้างแรงขับเคลื่อนหนึ่งที่เขามักต้องแสวงหามาใส่ตัวอยู่เสมอก็คือการเดินทาง ทำให้เขาต้องเดินทางบ่อยๆ เพื่อสร้างสรรค์แรงบันดาลใจในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพราะคำว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องศิลปะอย่างเดียว หากแต่นำมาสร้างสรรค์ในเชิงบริหารหรือเชิงการเงินก็ได้เช่นกัน
    
       “ผมเดินทางปีละประมาณ 4-5 ครั้งเพื่อไปศึกษา ไปหาไอเดีย แม้เราจะไม่ได้ทำธุรกิจกับต่างประเทศแต่ผมจะได้แรงบันดาลใจจากการเดินทาง เมื่อพลังในความคิดสร้างสรรค์เริ่มหมด ผมก็จะไป เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งไปกับคุณพ่อมา เราไปรัสเซีย มอสโคว์ เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลอนดอน ปารีส ซึ่งเป็นการเดินทางใหญ่ครั้งที่ 3 ของปีแล้ว ไปเพื่อหาแรงบันดาลใจ และบางทีเราก็จะไปเยี่ยมเพื่อนบ้าง ไปเจอผู้ร่วมลงทุนบ้าง 
    
       อีกสิ่งที่สร้างแรงกระตุ้นให้กับผมมากก็คือการพบปะผู้คน แม้ผมจะเรียนด้านไฟแนนซ์มาแต่ว่าผมมีพื้นฐานและมีเพื่อนที่อยู่ในวงการดนตรี ศิลปะและแฟชั่น ผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะ มีเพื่อนทุกวงการ มีทั้งเพื่อนที่เป็นมหาเศรษฐี เป็นดาราระดับโลก เป็นดีไซเนอร์ระดับโลก เป็น CEO ซึ่งคอนเนกชั่นเหล่านี้มาจากครอบครัวบ้าง จากเพื่อนๆ บ้าง บุญพาวาสนาส่งบ้าง บางทีได้พบพูดคุยกันถูกคอ ที่จริงตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร แต่ที่บ้านสอนว่าให้เราดีกับทุกคน ดีให้เท่าเทียม ดีอย่างไม่หวังผลตอบแทน ผมดีกับคนทุกระดับชั้น เพราะผมมองว่าบางคนมีดีกว่าเราตั้งเยอะ แต่เขาอาจไม่แสดงมา แล้ววันนี้ก็ตอบแล้วว่าการที่เราทำดีกับทุกคนโดยไม่หวังผลตอบแทน ความดีก็จะยังคงอยู่และจะตอบแทนเรามาเองในสักวัน”
      


       :: ลูกชายของพ่อ
    
       จากการนั่งคุยกันจนเริ่มคุ้นเคย เรารู้สึกว่าหลายๆ อย่างที่หล่อหลอมให้เป็น “ณัฐ สารสาส” ในวันนี้มาจากคุณพ่อและการเลี้ยงดูจากครอบครัวของเขา ให้เป็นคนที่มีไอเดียในการใช้ชีวิตในแบบที่สร้างสรรค์ต่างจากคนอื่น
    
       “ตอนเด็กผมเรียนที่สวิสเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มี 150 ชาติ ผมจะเห็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมและผู้คนที่หลากหลายมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว และคุณพ่อก็สอนให้เราโตมาเป็นฟองน้ำ ซึมซับหมดทุกอย่าง ผมไม่มีอคติ ไม่มองว่าอะไรไม่ดี ทุกอย่างดีหมด แล้วค่อยมาคัดกรองว่าเราชอบอะไร อันไหนที่เป็นเราที่สุด
    
       ตั้งแต่เด็กคุณพ่อจะเป็นคนที่สนับสนุนและผลักดันเรื่องความรู้มาก ถ้าผมอยากอ่านหนังสือเล่มไหนก็ซื้อเลย ไม่เคยมีข้อจำกัด แล้วคุณพ่อก็จะเป็นคนที่ใฝ่หาความรู้มาก เราจะพูดคุยกันทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา และผมชอบการเดินทางทุกครั้งที่ไปกับพ่อเพราะเราจะศึกษาประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน
    
       ส่วนในเรื่องของธุรกิจนั้นในช่วงแรกคุณพ่อให้ลองทำเอง ผมก็โดนหลอกมาเยอะ ไม่เข้าใจ ทำผิด ทำถูก ล้มไม่รู้กี่ครั้ง พลาดก็ลุกขึ้นมาได้ คุณพ่อบอกว่าไม่สำคัญหรอกว่าจะล้มกี่ครั้ง แต่ขอให้ลุกให้ได้และทำดีกว่าครั้งเดิม ผมโชคดีที่มีคุณพ่อเป็นแบ็กอยู่ตลอด คุณพ่อยังเน้นอีกว่า เมื่อเราเอาความรู้ความสามารถมาหาเงินได้แล้วก็ต้องเอาเงินนั้นให้คนที่ไม่มีโอกาสด้วย”
    
       ทุกครั้งที่เขาพูดถึงพ่อ เหมือนจะเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นและพร้อมจะเก็บเกี่ยวข้อคิดดีๆ จากคำสอนนั้นมาใช้ตลอดเวลา...



 :: ผู้ชายคลาสสิคที่ชื่อ “ณัฐ สารสาส”
    
       ภาพที่เราเห็นนั้นณัฐเป็นผู้ชายวัย 30 ต้นๆ ที่มีลุคสะดุดตา มีแนวแฟชั่นที่เป็นตัวของตัวเอง จนบางครั้งรู้สึกเหมือนถูกสะกิดต่อมอยากถามให้เข้าใจถึงสไตล์ของเขาว่าทำไมเป็นเช่นนี้!?
    
       “ลุคปัจจุบันที่คนเห็นไม่ได้มีผลกระทบกับเรื่องงาน เพราะผมไม่ได้ดีลงานกับผู้ใหญ่ หรือคนที่เราติดต่องานด้วยเขารู้จักเราและเข้าใจว่าเราทำงานได้ เราไม่ต้องใส่สูท ผูกเนกไท ในเรื่องสไตล์ที่เป็นผมทุกวันนี้เกิดจากการเดินทางและพบเจอคน ผมเจอคนทุกระดับจนผมรู้ว่าต้องเป็นอย่างไรที่จะสามารถเข้ากับทุกคนได้ การแต่งตัวของผม คือ ไม่ได้แต่งตัวให้เป็นจุดเด่น แต่ผมแต่งตัวให้คนเห็นแล้วสบายใจวิธีการของผมคือ ผมจะคิดก่อนว่าผมจะไปที่ไหน พบใคร ส่วนใหญ่แล้วผมชอบอ่านหนังสือและดูหนังเก่าๆ สไตล์เราจึงออกมาเป็นแนวเหล่านั้น ผมเคยคิดว่าพอโตขึ้นผมอยากเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพบุรุษคือการที่ทำให้คนรอบข้างสบาย เช่น เปิดประตูให้ รอให้ผู้หญิงเดินก่อนผมมองว่าการเป็นสุภาพบุรุษในสมัยก่อนมันดีเหลือเกิน แต่ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่มี ผมเลยรู้สึกว่าอยากคงสิ่งที่ดีอยู่ ก็เลยหยิบมาเป็นคาแรกเตอร์ ฉะนั้น สไตล์การแต่งตัวของผมก็เลยออกเป็นแนว Gentleman 
    
       สไตล์ที่ผมชอบจริงๆ คือ จอนนี่ เด็บป์ ยิ่งในเรื่อง Public Enemy นี่ชอบมาก อย่างตอนนั้นวันเกิดคุณย่า ผมแต่งตัวสไตล์สุภาพบุรุษเลย ครบเป๊ะทั้งสูท ไท พวกผู้ใหญ่ท่านก็จะชอบมาก ผมขอเรียกว่าผมเป็นแนวคลาสสิกละกัน คำว่า คลาสสิก คือ ไม่มีเวลา พอไม่มีเวลาก็อยู่ตลอดไป แล้วก็ไม่ต้องไปตามใคร
    
       เราไม่ต้องไปแฟชั่นอะไรมากมาย รู้ไว้ว่าเมื่อมีคำว่า “แฟชั่น” ก็จะมีคำว่า “ไม่แฟชั่น” แล้วอะไรที่เป็น “แฟชั่น” วันหนึ่งก็จะ “ไม่แฟชั่น” แฟชั่นผ่านมาแล้วผ่านไป แต่ขั้นกว่านั้นคือ “สไตล์” ซึ่งสไตล์คือสิ่งที่จะอยู่กับเราไม่ว่าแฟชั่น เทรนด์จะเป็นอย่างไร แต่สไตล์ของเราก็จะคงอยู่กับเรา
    
       ส่วนการซื้อเสื้อผ้านั้น ผมจะซื้อเสื้อจากบริษัทที่เขาทำเสื้อเชิ้ต ซื้อกางเกงจากบริษัทที่ทำกางเกง ซื้อรองเท้าจากบริษัทที่เขาทำรองเท้าเพราะผมมั่นใจว่าบริษัทที่เขามีตำนาน เขาเก่งเฉพาะทางทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ นอกนั้นก็มีบ้างที่ชอบซื้อของพวกแนววินเทจเพราะผมชอบความคลาสสิก”
    
       สำหรับความฝันของเขานั้นไม่ได้พูดให้ดูหล่อๆ แต่อย่างไร เขาบอกกับเราว่า ทุกอย่างที่ทำไปความหวังสูงสุดคือทำเพื่อสังคม!
    
       “ผมเชื่อว่าหากเรามีความสามารถ เราก็จะสามารถทำอะไรที่ทำเงินได้ และผมหวังว่าตัวเงินที่สร้างมาได้นั้นไม่ว่าจะจำนวนเท่าไหร่ ผมอยากจะกลับคืนสู่สังคม เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีอะไรยั่งยืน ผมถือว่าผมโชคดีที่มีโอกาส ผมก็อยากแบ่งโอกาสให้คนอื่นบ้าง แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ในวันนี้ เพราะรอให้ต้นไม้แข็งแรงมีรากฐานที่แข็งแรงเสียก่อน แต่ก็ต้องมีสักวันที่ผมจะได้ตอบแทนสังคมอย่างจริงจัง”

5 Q & A จากณัฐ สารสาส
    
       สิ่งที่ณัฐเป็น?
       “ผมมีคาแรกเตอร์ที่หลากหลาย เป็นกันทุกคนแหละ แต่ผมเข้าใจในอารมณ์ของตัวเอง ไม่ติสต์แตก ผมเคยทำทดสอบความติสต์กับความเป็นหลักเป็นผลนะ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเอนเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งฝั่งหนึ่ง แต่ผมอยู่ตรงกลาง ผมคิดว่าเรามีความคิดสร้างสรรค์ได้ แต่ก็ต้องมีเหตุผลมาคานกัน”
    
       สิ่งที่ณัฐชอบทำ?
       “ตอนนี้ชอบไปชนบท ผมไม่ชอบความจอแจ บางครั้งก็จะขับรถไปตามชานเมืองไปนั่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งผมมองว่าเพื่อนรุ่นๆ เดียวกันบางคนก็ยังอยากไปเดินพารากอน อยากไปดูสาวที่ฟังกี้ วิลล่า ซึ่งผมหมดความสนใจพวกนั้นไปแล้ว การพักผ่อนจริงๆ ส่วนมากจะอยู่บ้าน เล่นกับหมา อ่านหนังสือ หรือเลิกงานก็นั่งทานข้าวพูดคุยกับเพื่อนเท่านั้น”
    
       คิดว่าณัฐแปลกมั๊ย?
       “ทุกครั้งที่ผมไปที่ไหนด้วยความที่ผมเป็นคนสนุกสนาน และผมสร้างความสนุกสนานได้ ทำให้กลายเป็นจุดสนใจ ทั้งที่ผมไม่ได้ตั้งใจให้เด่นนะ แต่มันเด่นเอง หากตั้งใจให้เด่นผมคงแต่งตัวสีฉูดฉาดแล้ว! คนชอบมองว่าผมแต่งตัวแปลก ในสังคมไทยอาจนิยมใส่กางเกงยีนส์ เสื้อยืด แต่ผมไม่ได้แต่งแบบนั้น ผมแต่งแนวคลาสสิก ย้อนยุคนิดๆ ผมว่าคุณพ่อคุณ คุณลุงคุณก็เคยแต่งกัน แต่ผมว่าไม่เห็นแปลกเลย
       ผมมองคนมองที่ภายในมากกว่า ผมชอบแต่งตัวเพราะนั่นเป็นแรงบันดาลใจของผม ผมไม่ต้องขับรถไปอวดสาว ผมว่าถ้าเขาจะชอบผมก็ต้องชอบที่ผมที่ใจมากกว่า ผมไม่เคยซื้อของขวัญแพงๆ ให้ผู้หญิงเพื่อที่จะมัดใจเขา”
    
       กับข่าวค (ร) าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นณัฐรู้สึกอย่างไร?
       “ทุกครั้งที่มีข่าวไม่รู้สึกอะไรนะ ไม่ร้อนรน ไม่อะไรทั้งนั้น ผมเข้าใจข่าวตรงนี้ไปแล้ว ผมอยู่ในเจนเนอเรชั่นของข่าวกอสซิปรุ่นแรก เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว แล้วเรื่องตอนนั้นก็มีคนอยากรู้เยอะด้วย แม้จะมีข่าวมาเรื่อยๆ ผมก็ชินไปแล้ว ดีด้วยซ้ำยังมีคนสนใจเรา (หัวเราะ)”
    
       ความแตกต่างสุดขั้วในตัวณัฐ?
       “ถึงแม้สไตล์ผมจะคลาสสิกแต่ผมก็อยู่กับเทคโนโลยีได้แล้วผมชอบเทคโนโลยีสุดๆ เลยด้วย ในขณะเดียวกันก็ชอบธรรมชาติด้วย ผมใช้ชีวิตได้ทุกรูปแบบกินได้ทุกแบบตั้งแต่ร้านอาหารระดับ 5 ดาว หรือร้านลาบข้างถนน” :: 

Credit : manager

ศุภวัฒน์ เจริญลาภ ชีวิตที่ผูกติดกับไอที


จากเด็กเกเรที่เคยถูกอาจารย์เรียกเข้าไปคุยเพื่อยื่นทางเลือกมรณะให้ลาออกไปเองเมื่อครั้งลัดฟ้าไปร่ำเรียนไกลถึงอังกฤษ
จากเด็กเกเรที่เคยถูกอาจารย์เรียกเข้าไปคุยเพื่อยื่นทางเลือกมรณะให้ลาออกไปเองเมื่อครั้งลัดฟ้าไปร่ำเรียนไกลถึงอังกฤษ ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ พีทศุภวัฒน์ เจริญลาภ หนุ่มขี้เล่นวัย 24 ปี จะคว้าปริญญาตรีมาฝากครอบครัวได้อย่างภาคภูมิใจ พร้อมผันตัวเองมาสวมบทผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของเบนซ์อมรรัชดา
พีท เริ่มบทสนทนาด้วยการย้อนอดีต ก่อนจะเข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัวว่า เป็นเด็กเกเรขั้นเทพ ถึงขั้นอาจารย์เคยเรียกเข้าไปคุย และถามด้วยคำถามเจ็บจี๊ดว่า อยากเรียนจบมั้ย หรืออยากจะย้ายไปเรียนที่อื่น
จากคำไล่กลายๆ ของอาจารย์ผู้หวังดีในเวลานั้น กลับไม่ได้ทำให้พีทได้สติ แต่ยังคงโดดเรียนตามประสาวัยรุ่นต่อไป กระทั่งได้รับโทรศัพท์สายเปลี่ยนชีวิตจากคุณยาย ที่ต่อสายจากเมืองไทยไปหาหลานชายคนโตของบ้าน
“จำได้ว่าตอนนั้นผมโดดเรียนไปช็อปปิ้ง คุณยายก็โทร.มาแล้วถามว่าทำไมไม่เรียนหนังสือ ซึ่งจนทุกวันนี้ผมยังไม่รู้เลยว่าทำไมคุณยายถึงรู้ว่าวันนั้นผมโดดเรียน (หัวเราะ) คุณยายก็เตือนสติว่าผมเป็นหลานชายคนโตนะ ไม่อายคนอื่นเหรอ ไม่สงสารคุณยายเหรอ ทั้งๆ ที่ทุกคนฝากความหวังไว้ที่ผม แต่ดันไม่ตั้งใจเรียนแล้ว ยายจะไปสู้หน้าใครได้ จากไม่กี่นาทีนั้นทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาว่า จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้นะ เราอุตส่าห์จ่ายตังค์แพงมาเรียน ทำไมเราไม่ตั้งใจเรียน”
จากจุดนั้นเอง ทำให้ในที่สุดวัยรุ่นเกเรคนหนึ่ง ก้มหน้าก้มตาจนคว้าปริญญามาครองได้สำเร็จ และพิสูจน์ตัวเองด้วยการเข้าทำงานกับบริษัทที่ขายเครื่องบินให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนจะกลับมาช่วยสานต่อธุรกิจของที่บ้าน ตามคำชวนของคุณยาย โดยตอนแรกที่เข้ามานั้นหนุ่มพีทเริ่มจากเป็นฝ่ายขาย ก่อนจะย้ายมาดูแลในส่วนงานด้านการตลาด และกิจกรรมซีเอชอาร์ ซึ่งว่าไปแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิชาที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเลย
“เอาจริงๆ นะ ตอนนั้นเลือกเรียนด้านไฟน์อาร์ตเพราะรู้สึกว่าสายนี้จบง่าย แต่พอไปเรียนจริงๆ มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่เราก็พยายามเรียนให้จบ แต่ก็คิดว่าถ้าจะเอาความรู้ด้านนี้ไปต่อเป็นวิชาชีพคงไม่ดีมั้ง ผมเลยมานั่งถามตัวเองหลังจากว่างงานไปปีกว่า ว่าอยากทำไรต่อ ก็มาปิ้งที่งานด้านการตลาด ซึ่งแม้จะไม่ได้จบมาโดยตรง แต่ก็เป็นสายที่สนใจ”
ด้วยเหตุนี้ผู้บริหารหนุ่มซึ่งเข้ามาทำงานด้วยวัย 21 ปี จึงยอมรับแบบไม่มีกั๊กว่า ตอนแรกที่เข้ามาทำงานแทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่อาศัยว่ากล้าถามจากผู้รู้ แล้วค่อยๆ เรียนรู้ไป แทนที่จะปิดปากเงียบ
นอกจากความไม่รู้แล้ว วัยที่ดูเด็กมากสำหรับตำแหน่งผู้บริหารก็เป็นอีกอุปสรรคสำคัญในการทำงานของพีท เพราะตอนแรกๆ ที่เข้ามาทำงาน พีทยอมรับว่าเพื่อนร่วมงานยังมองว่าดูเด็ก แถมเป็นหลานเจ้าของ ถามว่าโดยส่วนตัวท้อมั้ย หนุ่มพีทตอบอย่างไม่ลังเลว่าท้อ แต่ด้วยกำลังใจจากคุณตาคุณยาย ทำให้หลานชายคนนี้ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้
“คุณตาคุณยายเป็นกำลังใจให้ คอยถามว่าเป็นไง เหนื่อยมั้ย แล้วก็ปลอบ พร้อมกระตุ้นให้เราพยายามพิสูจน์ตัวเองว่าเรามีความสามารถพอที่จะทำอะไรได้ จนทุกอย่างเริ่มลงตัว”
แม้พฤติกรรมจะนอกลู่นอกทางไปบ้างช่วงวัยรุ่น แต่ถ้าถามถึงไลฟ์สไตล์ของหนุ่มพีท ก็ไม่ต่างจากซิตีกายทั่วไปที่ชอบท่องเที่ยวไปพักผ่อนตามต่างจังหวัด และตีกอล์ฟ แต่ที่แปลกและดูไม่น่าเชื่อ เห็นจะเป็นงานอดิเรกและของสะสมของหนุ่มพีท เพราะแม้การเข้าโรงหนังทุกสัปดาห์อาจเป็นเรื่องปกติของใครหลายคน แต่หนุ่มพีทถือเป็นคอหนังตัวยง ที่ดูทุกเรื่อง ไม่เลือกแนว จะหนังไทยหนังเทศดูได้หมด หรือถ้าเรื่องไหนพลาดไม่ได้ตีตั๋วเข้าไปดู ก็ต้องตามล่าหาซื้อแผ่นมาดูให้ได้
ส่วนของสะสมของผู้บริหารหนุ่มนั้นก็แปลกไม่ใช่เล่น เพราะหนุ่มพีทชอบสะสมเข็มขัด นาฬิกา และแหวน นับคร่าวๆ เฉพาะแหวนที่สะสมและใส่ด้วยมีอยู่ราว 50 วง ไม่รวมแหวนเพชรที่เป็นมรดกตกทอดจากคุณยายที่เก็บไว้ใส่ออกงาน
นอกจากนี้ ด้วยความที่เป็นหนุ่มรุ่นใหม่ แน่นอนว่าแกดเจ็ตต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งของสะสมที่หนุ่มพีทหลงใหล และยอมรับว่าชีวิตนี้ขาดไอทีไม่ได้ เพราะเข้ามามีส่วนพัวพันในชีวิตทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว
“ปกติผมใช้แมคบุ๊กที่มีอยู่ 2 เครื่อง ที่บ้านเครื่อง ที่ทำงานเครื่องเพื่อในการทำงาน พรีเซนต์งานกับลูกค้า ส่วนไอแพดก็เอาไว้รับส่งอีเมล จะใช้เพื่อความบันเทิงบ้างก็เวลาดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมบ้างแต่ไม่มาก เพราะผมไม่ได้ติดเกมอะไรเป็นพิเศษ” พีทบอกเล่าถึงโลกของไอทีที่เข้ามาพัวพันในชีวิตอย่างแยกไม่ออก
แกดเจ็ตคู่ใจผู้บริหารไฟแรง
1.แมคบุ๊ก โปร หนุ่มพีทเป็นสาวกแมคตัวยง ใช้มาตั้งแต่คนไทยยังไม่นิยมแมคกัน โดยส่วนตัวชอบเพราะดีไซน์เก๋ ใช้ง่าย
2.ไอแพด นอกจากจะใช้เล่นเกม เช็กเมลแล้ว ยังตอบโจทย์คอหนังได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถจองตั๋ว และดูหนังได้
3.ไอโฟน เพราะเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ จึงมักใช้ไอโฟนเป็นกล้องถ่ายรูปในการอัพและแชร์รูป
4.แบล็คเบอร์รี่ รุ่น Pearl หน้าตาอาจไม่เหมือนบีบีทั่วไป ชอบที่ความเล็ก และดีไซน์ไม่เหมือนใคร ปกติใช้บีบีกลุ่มในการนัดรวมพลเพื่อนๆ
5.โพลารอยด์ อย่างที่เกริ่นว่าเป็นคนชอบถ่ายรูป เลยใช้เจ้าตัวนี้พิมพ์ภาพจากบีบีและไอโฟนแจกเพื่อนซะเลย


ทายาทมหาเศรษฐีที่ดินเมืองไทย ปั๊บ-ชวยศ รัตตกุล


ทายาทมหาเศรษฐีที่ดินเมืองไทย คุณปั๊บ-ชวยศ รัตตกุล บุตรชายคนเดียวของ ดร.อาณัฐชัย รัตตกุล และ เยาวณี นิรันดร เผยกลยุทธ์การทำธุรกิจให้แจ้งเกิด ด้วยการระดม “คอนเนกชันระดับวีไอพี” จากเซเลบริตี้ 10 ตระกูลดัง!!
     
       นิตยสาร Let's Talk About ฉบับเดือนมีนาคม 2556 จะพาคุณไปพูดคุยรับรู้เรื่องราวและความคิด ถึงวิธีแจ้งเกิดในด้านธุรกิจ จะน่าสนใจแค่ไหนเซเลบออนไลน์ ยกบางบทสัมภาษณ์มาให้อ่านกันแล้ว

 "ไม่เล่นหวย เลิกเล่นหุ้น :: แม้จะอยู่ในวัยเพีบง 30 ต้นๆ แต่ชีวิตที่ผ่านอะไรมามากพอสมควร ทำให้เขาเป็นคนกล้าเสี่ยง (take risk) แต่เป็นการเสี่ยงแบบมีเหตุผล เขาไม่เล่นหวยและเลิกเล่นหุ้นแล้ว เพราะคิดว่าหุ้นไม่ต่างอะไรกับการพนัน
     
       ผมเคยได้หุ้นวันละล้าน เสียวันละสิบล้านก็มี เล่นกองทุนต่างชาติ แต่ดันเจอวิกฤตเศรษฐกิจโลก ตอนนั้นเจ๊ง ได้แต่ทำใจ เลยตัดสินใจ Cuts Worth ไปเลย แล้วคิดว่าเอาเงินมาต่อยอดทำธุรกิจดีกว่า เพราะที่บ้านมีที่ดินเยอะ และผมก็มีเงินเก็บส่วนหนึ่ง จึงเริ่มต้นลงทุนธุรกิจตัวเอง"

 "พาร์ตเนอร์คนดัง สู่คอนเนกชันที่ดี :: อาจกล่าวได้ว่าในประเทศไทยไม่ว่าจะยืนอยู่ตรงไหน วงการใด คอนเนกชัน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยต่อยอดและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เหตุนี้การลงทุนเปิดร้านเท็นยูแกรนด์ จึงฮือฮาเป็นอย่างมาก เมื่อปรากฏรายชื่อ 10 ตระกูลดังร่วมหุ้นด้วย ได้แก่ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ฤภพ ชินวัตร พิชัย จิราธิวัฒน์ ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร แดน เหตระกูล ปวริศา-ปัญญ์ชลี เพ็ญชาติ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ม.ล.ชโยทิต กฤดากร พัชรา เจียรวนนท์ และอลิสา ประธานราษฏร์นิกร
     
       สำหรับหุ้นส่วนแต่ละคนถือหุ้นไม่มากนัก เพราะเขากับน้ากิ๊บ-เยาวรัตน์ ถือหุ้นไปแล้ว 90% เรียกว่าเป็นหุ้นมาร์เกตติ้ง คือช่วยกันประชาสัมพันธ์มากกว่า และไม่ได้รับปันผลเป็นจำนวนเงิน โดยผู้บริหารหนุ่มบอกว่าเลือกตอบแทนในแต่ละเดือนเป็นอย่างอื่น เช่น แชมเปญ 10 ขวด หรือบัตรสมนาคุณ ซึ่งทุกคนแฮปปี้ win-win ทั้งสองฝ่าย ตัวเขาเองได้ประชาสัมพันธ์ร้าน ส่วนเพื่อนๆ ได้สิทธิพิเศษต่างๆ แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลหุ้นส่วนทุกคนเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะถือ 100 หุ้น หรือแค่ 1 หุ้นก็ตาม"

Credit : Manager

โก้ ชานนท์ เรืองกฤตยา เจ้าของธุรกิจระดับหมื่นล้าน



หนุ่มคนนี้เขาทั้งรูปหล่อ พ่อรวย มาดแมน เป็นเจ้าของธุรกิจระดับหมื่นล้าน มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ และมีเสน่ห์เหลือร้าย เรียกได้ว่าคุณสมบัติครบเซ็ตแบบนี้ ก็ไม่แน่แปลกใจที่สาวๆ จะวิ่งเข้าหา “โก้-ชานนท์ เรืองกฤตยา” จนทำให้ตกเป็นข่าวกับสาวๆ คนดังให้พบเห็นอยู่บ่อยๆ ซึ่งถ้าใครรู้จักเขาจากข่าวกอซซิบซุบซิบคงรู้จักหนุ่มโก้ในภาพลักษณ์ “คาสซาโนว่า” แต่ถ้าในแวดวงสังคมและธุรกิจ ทุกคนจะรู้กันดีว่าหนุ่มคนนี้นับได้ว่าเป็นนักธุรกิจคนเก่ง คลื่นลูกใหม่ที่มาแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์และเป็นซีอีโอของธุรกิจมูลค่านับหมื่นล้าน

       แม้ภาพที่เราเห็นกันจะเป็นหนุ่มมาดสปอร์ต ผู้สนุกสนานกับการใช้ชีวิต และมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ทำให้หลายคนอาจจะมองว่าเขาก็เหมือนทายาทเศรษฐีทั่วไปที่มักสนุกสนานกับการใช้เงินของบรรพบุรุษ แต่ที่จริงแล้วตัวตนของ “โก้-ชานนท์ เรืองกฤตยา” คือหนุ่มผู้ทำงานหนัก และเป็นนักบริหารทั้งเรื่องของเงินทาง การทำงาน ไปจนถึงเวลาทุกนาที 

       ด้วยการสืบทอดสายเลือดนักธุรกิจมาอย่างเต็มตัว จากเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ในแถวบางนา-สุวรรณภูมิ วินด์มิลล์ กรีนวัลเลย์ ชานนท์ที่คลุกคลีอยู่กับธุรกิจของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ได้เข้ามาดำเนินกิจการพร้อมสยายปีกออกไปในอีกหลายโครงการ โดยเขาเรียกตัวเองว่าเป็น Housing Developer 
  
       “ผมเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยกิจการในทางราบคือ พวกบ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ โครงการบ้านจัดสรร และก็ในทางสูงคือ คอนโดมีเนียม แบรนด์ไอดีโอ (Ideo) ในนามบริษัท อนันดา ดีวิลอปเมนท์ที่มีนับ 10 แห่ง"
  
       โดยธุรกิจล่าสุดของหนุ่มคนนี้ นอกจากบ้านและคอนโดแล้ว คือการเปิด “บูลเดก (Bludeck)” สถานที่เขาเรียกมันว่า Hybrid Sport-Social Club ขึ้นที่ซัมมิตวินด์มิลล์ ซึ่งเกิดจากจุดเริ่มต้นที่ชานนท์มองว่า นี้เป็นยุคที่เราต้องสร้างสถานที่อยู่พักอาศัย ซึ่งครบวงจร มีบริการที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครบถ้วน โครงการนี้จึงเกิดขึ้น โดยลงทุนเฉพาะการก่อสร้างตกแต่งไปกว่า 150 ล้านบาท
  
       บูลเดก คือสถานที่แห่งการรวมตัวของกลุ่มสังคม กลุ่มเพื่อน โดยบริการแรก นั่นคือ ศูนย์ออกกำลังกายครบวงจร ที่มีทั้งสระว่ายน้ำ ห้องยิมเนเซียม ห้องฟิตเนส เอกเซอร์ไซด์ คลาส ไปจนถึงสนามเทนนิส มีคลาสมากมาย ทั้งโยคะ มวยไทย เทควันโด แดนซ์ อย่างเราต้องการให้บลูเดกเป็นเอ็กคลูซีฟ สปอร์ตคลับ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกกลุ่มทุกเพศทุกวัยได้
  
       อีกทั้งยังมีบริการร้านอาหารสไตล์อิตาเลียน อย่าง แบ็กโก (Bacco) ไว้ให้เป็นสถานที่แห่งการพบปะสังสรรค์ได้ไปในตัว ในช่วงค่ำก็จะมีเพลง มีดีเจเปิดแผ่น สนุกสนานกัน ถือได้ว่า บลูเดก เป็นได้ทั้งสถานที่ออกกำลังกายและแฮงก์เอาต์ของกลุ่มเพื่อน เป็นการนำสองสิ่งนี้มารวมเข้าไว้ด้วยกัน เรียกได้ว่าสร้างสังคมแหล่งรวมของไลฟ์สไตล์แนวใหม่”
  
       หนุ่มโก้ได้ลงมาดูแลโครงการนี้อย่างเต็มตัว เพื่อให้ไดบริการที่ยอดเยี่ยมและถูกใจลูกค้าที่สุด ซึ่งระดับมาตรฐานที่หนุ่มสุดเพอร์เฟ็กต์คนนี้เลือกสรร ทุกอย่างต้องดีที่สุด เพราะเขาเป็นคนทำอะไรจริงจังเต็มที่ทุกอย่าง 
  
       “ผมเลือกของที่ดีที่สุด อย่างอุปกรณ์ฟิตเนสก็เลือกแบรนด์ที่ดีสุด ไลฟ์ฟิตเนส ซึ่งมีจอทีวี มีช่องเสียบไอพอด และยูเอสบี พร้อมดาวน์โหลดสถิติข้อมูลการออกกำลังกายของเราออกมาได้เลย สนามบาสอินดอร์ที่เปลี่ยนเป็นคอร์ตแบตมินตันได้ ก็เลือกใช้พื้นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในสนามแข่งเอ็นบีเอ หรืออย่างสนามเทนนิส ผมก็ใช้มาตรฐานของ ออสเตรเลียนโอเพ่น ที่เป็นสนามฮาร์ตคอร์ตระดับโลก และก็ได้มืออาชีพอย่าง “ภราดร ศรีชาพันธุ์” ที่สนิทกันมาช่วยตรวจแบบให้”

:: ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ 

       สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกสงสัยกับคำจำกัดความที่ว่า ไฮบริด สปอร์ต โซเชียล คลับ (Hybrid Sport Social Club) ชานนท์อธิบายให้เราฟังว่า “ผมไม่อยากทำที่นี่เป็นแค่สปอร์ตคลับ หรือ ฟิตเนส เพราะผมไม่คิดว่าคนเรามาออกกำลังกายกัน เพื่อจะฟิตหุ่นจริงจังเอาเป็นเอาตาย แต่มันคือการมาออกกำลังกายไปพร้อมกับการสนุกสนาน มาเจอเพื่อน มาเป็นครอบครัว ออกกำลังกายมีกิจกรรมร่วมกัน แล้วก็อยู่กินข้าว นั่งเล่นสังสรรค์กัน...

       ที่นี่คุณสามารถเข้ามาเล่นได้ตั้งแต่ 4 โมงแล้วอยู่เล่นกีฬา เข้าคลาส อาบน้ำ เซาน่า ดินเนอร์ สนุกกันได้ยาวไปจนถึง 4 ทุ่ม เพราะในร้านอาหารก็มีอุปกรณ์ดีเจครบถ้วน ซึ่งได้พวกเพื่อนๆ นักดนตรีอย่าง ดีเจบุดด้า หรือไทเทเนียม มาช่วยเรื่องดนตรีให้”

       ซึ่งเรื่องกีฬาและดนตรี ผับบาร์ ดื่มไวน์ สำหรับบางคนอาจจะดูขัดแย้งกัน แต่ในแนวคิดของผู้ชายคนนี้ เขาบอกว่า นั่นคือองค์ประกอบของไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ “ผมว่าคนเราไม่ใช่พระ ที่จะต้องเคร่งเครียด หรือใช้ชีวิตแบบสุดขั้วด้านใดด้านหนึ่ง แต่มันต้องมีหลายด้าน ตอนเช้าไปทำงานก็ทำเต็มที่ แล้วก็ตกมาดูแลตัวเองออกร่างกาย ค่ำๆ ก็สนุกสังสรรค์ให้รางวัลชีวิต ผ่อนคลาย... 

       ซึ่งที่นี่มีครบ ทั้งเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย ช่วงเวลาแห่งความสนุก ไปจนถึงธรรมะ เราก็มีคลาสนั่งสมาธิด้วย มนุษย์เราผมว่าขอให้เราเดินสายกลาง ใช้ชีวิตให้เป็น ไม่ใช่สนุกเกิน หรือเคร่งเครียดเกิน ผมว่าทุกสิ่งสำคัญกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นงาน ออกกำลังกาย เวลาสนุก มันคือความรื่นรมย์ของชีวิต”

       เรียกได้ว่าที่นี้ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างครบถ้วน ซึ่งที่นี้นับได้ว่าสะท้อนตัวตนของหนุ่มคนนี้ออกมาจนเราสัมผัสได้ เพราะหนุ่มโก้ ก็นับเป็นที่เต็มที่ทุกอย่างกับชีวิต เป็นนักธุรกิจคนเก่ง เป็นนักกีฬาตัวฉกาจ แล้วก็รู้จักสนุกสนานกับงานปาร์ตี้และกลุ่มเพื่อนอย่างมีสไตล์ 

       เพราะที่นี่ตอบสนองความต้องการให้กับทุกคน ทั้งตัวชานนท์เองและกลุ่มเพื่อนที่มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพวกนักดนตรี สาวๆ ในวงการหรืออย่างเพื่อนของน้องสาวที่ทำร้านเสื้อผ้าก็จะมีเพื่อนๆ วงการแฟชั่นและพวกนางแบบ ต่างก็จะมานัดพบ สนุกสนานกัน ทำให้ที่นี้จะมีคนอินเทรนด์และหนุ่มหล่อสาวสวยมาเยือนมิได้ขาด

:: มุมมองนักธุรกิจ 

       แม้เราจะเห็นว่าหลายส่วนของบูลเดกถูกถ่ายทอดมาจากตัวตนของชานนท์ แต่ขอบอกว่าหนุ่มคนนี้เขาไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวและธุรกิจมาปะปนกัน 

       “อย่าคิดว่าผมทำขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของตัวเองนะ เพราะในฐานะนักธุรกิจลงทุนทำอะไรสักอย่างมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรืองานอดิเรก ผมทุ่มเทและตั้งใจกับงานทุกชิ้น และเป็นมืออาชีพซึ่งจะไม่มีการเอาเรื่องส่วนตัวมาข้องเกี่ยว แต่สำหรับโครงการนี้ มันเหมือนเป็นโบนัสมากกว่า เพราะมันคือธุรกิจที่ต้องการอารมณ์ รสนิยม ที่ต้องมาผสานกัน จึงสามารถหยิบจับสไตล์ความชอบมาประกอบได้ แต่ก็ต้องดูความเหมาะสม ดูแนวโน้ม และทิศทางตลาดด้วย มีมาตรฐาน เพราะทำธุรกิจเราก็ต้องได้รับความนิยม ถูกใจตลาด ถึงจะมีผลกำไร”

       โดยตอนแรกอาคารของบูลเดก สร้างเสร็จมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว และมีคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างไปจากนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องปรับเปลี่ยนเกือบทั้งหมด เพราะชานนท์ให้เหตุผลว่าแบบเดิมมันไม่โดน 

       “ปัจจุบันนี้ถ้าจะมาแบบตึกๆ เป็นฟิตเนส เป็นสปอร์ตคลับ มันไม่ได้แล้วมันต้องมีเสน่ห์ เลยออกมาเป็น บลูเด็ค ที่มีสไตล์เหมือนรีสอร์ตริมทะเล เพราะผมเชื่อว่าการทำอะไรสักอย่างถ้าไม่มี Wow Effect คือทำอะไรแล้วคนไม่ฮือฮา ประทับใจ อย่างทำดีกว่า ธุรกิจจะเวิร์กได้ต้องให้คนที่เขาเห็น แล้วตื่นเต้น อยากรู้ แบบ “เอ๊ะ..มีด้วยเหรอแบบนี้ อยู่ที่ไหน” มันถึงจะไปได้ดี” 

       หนุ่มนักธุรกิจคนนี้ตัดสินใจทำโครงการนี้เพราะมองเห็นแล้วว่ามันคือช่องว่างของตลาด “ผมไม่ได้ทำแค่เพื่อให้ลูกบ้านในหมู่บ้านวินมิลล์เท่านั้น แต่มองว่าในละแวกสุวรรณภูมิ-บางนา ไม่มีบริการแบบนี้เลย เราก็มารับรองความต้องการตรงนี้ มันเหมือนเป็นสูญญากาศไม่มีคู่แข่ง ตรงนี้นับเป็นทางเลือกใหม่ ที่เปิดโอกาสให้เขาได้ปรับไลฟ์สไตล์ชีวิต จากที่เคยเลิกงานในเมืองก็เที่ยวเตร่แล้วกลับมาบ้านดึก ก็เปลี่ยนมาใช้เวลาแถวนี้แทนได้....

       ซึ่งบลูเดกยังมีส่วนที่จะขยับขยายอีก ไม่ว่าจะเป็นบริการที่มากขึ้น คลาสต่างๆ ส่วนบิวตี้แอนด์สปาที่จะต้องเปิดขึ้น และยังมองว่ามันไปได้อีกไกล ร้านอาหารก็อาจขยายสาขาไปได้ หรือบางคนก็อาจจะบอกว่าน่าไปเปิดบลูเดก บรรยากาศแบบนี้ที่แถวทองหล่อ ซึ่งผมก็มองว่ามันน่าสนนะ แต่ก็ต้องพิจารณาให้ดี เพราะมันไม่ใช่ธุรกิจหลักสำหรับผม เพราะที่ผมทำอสังหาริมทรัพย์นี้แต่ละโครงการมันก็สเกลใหญ่กว่าเยอะ เม็ดเงินเป็นหมื่นล้าน กับมาทำร้านไลฟ์สไตล์ซึ่งเงินเล็กกว่ามากเนี่ย คนเป็นนักธุรกิจเราก็ต้องมาคำนวนว่าเวลาของเรามันจะคุ้มค่ากันหรือเปล่า” 


ความฝัน ความถนัด และความเป็นจริง บางครั้งอาจไม่ไปด้วยกันเสมอไป แม้ว่าตอนเด็กๆ ชานนท์จะเป็นคนหนึ่งที่มีความถนัดทางด้านการวาดรูป แต่ความเป็นจริงเขารู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้องกลับมาช่วยทางบ้านดูแลธุรกิจ

:: คิดแค่ว่าจะเป็นซีอีโอที่ดีได้อย่างไร?

       “ตอนเด็กๆ ผมชอบวาดรูป ผมสามารถมองภาพแล้วออกมาเป็นมุมมอง 3 มิติได้เลย แต่ในที่สุดมาเรียนด้านการเงิน เพราะรู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายต้องมาทำงานทางบ้าน ต้องเป็นนายคน ฉะนั้นเลยคิดว่าเป็นนายที่ดีเป็นอย่างไรดีกว่า

       ทุกวันนี้ผมดูแลอยู่หลายโปรเจ็กต์ ถ้าถามว่าสำเร็จหรือไม่ จะบอกว่า 100% คงเวอร์ไป แต่ก็ถือว่าใช้ได้ บางอย่างก็ต้องมีการแก้ การเป็นนักธุรกิจที่เก่งเราต้องเป็นผู้แก้ปัญหาที่เก่งคนนึงขององค์กร ถ้าถามถึงปัญหาที่หนักที่สุด..ไม่มีครับ!! แก้ได้หมด! ปัญหาที่เจอคือปัญหาปกติ อย่างเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ทุกอย่างเหมือนภาวะอากาศที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราก็ต้องปรับตัวไปแล้วก็จะแก้ปัญหาได้

       หากเปรียบตำแหน่งซีอีโอผมว่าเหมือนเป็นกัปตันเรือ ที่ต้องคอยดูทิศทางลม คอยดูว่ามีคลื่นใต้น้ำมั๊ย ในเรือมีศัตรูหรือเปล่า ซึ่งปัญหาอันดับหนึ่งของทุกองค์กรก็คือเรื่องของบุคคลากร ทีมงาน ในการทำงานไม่ใช่ One man show เราต้องคำนึงถึงลูกน้องของเราด้วย”

       เมื่อทุ่มเทชีวิตให้กับการทำงานขนาดนี้ หากพูดถึงชีวิตในการทำงานชานนท์เป็นคนที่วางตารางเวลาชีวิตไว้เหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พยายามทำทุกอย่างในเป๊ะที่สุด แต่ก็ไม่ลืมบาลานซ์ชีวิตด้วย... 

       “ตารางชีวิตผมแทบจะไม่มีเวลาว่างเลย ผมเป็นคนตรงต่อเวลาและผมก็คาดหวังว่าทุกคนก็คงจะตรงต่อเวลาในวันนึงผมมีประชุม 8-9 ประชุม ไม่มีช่องว่างเลย อยู่บนรถก็คุยติดต่องานตลอด 

       แต่สิ่งหนึ่งที่ผมตั้งไว้เป็นกฎส่วนตัวคือ ผมพยายามไม่ทานข้าวกับคู่ธุรกิจในมื้อเย็น เพราะอยากให้เวลาตัวเอง รีแลกซ์ สังสรรค์กับเพื่อน เพื่อนเราจะรู้ว่าบุคลิกของเรามี 2 ขั้ว เวลาทำงานก็ทำจริงจัง เวลาสนุกกับเพื่อนก็ไม่คุยงานเลยและไม่ให้ใครพูดถึงด้วย เป็นสิ่งที่ดีมากเลยที่เรามีสมาธิพอที่จะแบ่งแยกอย่างชัดเจน และพอถึงเวลาที่บอกว่าจะนอนแล้วนะ หัวถึงหมอน 1 นาทีหลับเลยนะ ปิดสวิตส์ เพราะผมเคยฝึกสมาธิมาตั้งแต่เด็ก ผมว่าเป็นพลังอันหนึ่งที่สำคัญที่สุด” 

 :: ผู้ชายสองขั้ว

       ยุคนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบในตัว ต้องอาศัยการผสมผสานเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตที่ครบ 360องศา ซึ่งตัวชานนท์เองก็ผสมผสานทุกอย่าง เขาเป็นผู้ชายที่ใช้ชีวิตเฮฮาปาร์ตี้ ในขณะเดียวกันเขาก็มีมุมวิเวกอยู่กับสมาธิ โดยที่ตัวเขาเปรียบตัวเขาว่าเป็น “ฟองน้ำ” ที่แสวงหาประสบการณ์ใหม่ในชีวิตตลอดเวลา 

       “ผมทำหมดทุกอย่างไม่ได้แบ่งแยกชัดเจนว่าดีหรือเลวชัดเจน ผมเล่นกีฬา โดดร่ม แข่งรถ ดื่มเบียร์ ดื่มไวน์ แต่ผมก็ชอบทำสมาธิ เล่นโยคะ ทำการกุศล อยากใช้ชีวิตให้คุ้มตลอดเวลา เวลาพักผ่อนของผมแม้จะมีน้อยแต่ ผมใช้คอนเซ็ปต์ว่า มีน้อยดีกว่าไม่มี บางทีเย็นวันศุกร์เลิกงาน ผมก็นั่งเครื่องบินไปภูเก็ต ออกเรือไปนอนในทะเล ไปนอนเกาะ ตื่นเช้ามา วิ่งริมชายหาด ดูพระอาทิตย์ขึ้น ว่ายน้ำ ดูพระอาทิตย์ตก หรือไม่ก็ทำอาหารกินบนเรือ สบายใจ พลังธรรมชาติสำคัญมาก”

       หากถามถึงกีฬาที่ชอบที่สุดสำหรับชานนท์นั้น เขาชื่นชอบกีฬาแห่งความเร็วอย่างการขับรถแข่งโกคาร์ต เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อ พลังกำลังและความแข็งแรงในการบังคับ และเขาก็มีสนามแข่งรถเองด้วย แต่ตรงกันข้ามในชีวิตจริงเขากลับไม่ชอบการขับรถสักเท่าไหร่

       “ผมชอบขับรถแข่ง แต่ชีวิตปกติผมไม่ชอบขับรถ เพราะว่ารถติดเลยต้องมีคนขับรถให้ คิดว่าผมต้องใช้เวลาให้มีผลงานมากที่สุดตลอดเวลา อย่างเวลาขึ้นรถ ถ้าเหนื่อยผมก็ทำสมาธิ บอกร่างกายจิตใจให้พัก พอไปถึงที่หมายปุ๊ป ผมทำงานต่อทันที หรือบางทีก็นั่งทำงานบนรถ เวลาเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในชีวิต ต้องทำให้คุ้มค่าที่สุด เราอาจแปรเป็นความทรงจำให้คนที่เรารัก แปรเป็นการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของบริษัท ผมไม่เข้าใจเมื่อมีคนพูดว่า “เบื่อไม่รู้จะทำอะไร” ผมกลับคิดว่าเวลาของผมมีน้อยจนไม่พอกับสิ่งที่ผมอยากทำ

       ผมอยากเรียนรู้อะไรมากมาย อยากเรียนทำพิซซ่า อยากทำอาหารญี่ปุ่น บางทีผมก็ให้เชฟสอนทำอาหาร ชีวิตเราต้องทำทุกอย่าง ถ้ามีเรือดำน้ำก็ต้องขับให้เป็น มีรถถังก็ต้องขับให้เป็น แล้วจะบอกว่าชีวิตน่าเบื่อได้ยังไง ผมมองว่าคนที่บอกว่าเบื่อผมว่าเขาทำตัวให้น่าเบื่อเองมากกว่า!”

       หนึ่งในหลายๆ อย่างที่เขาอยากทำนั้นก็คือการมีส่วนร่วมกับมูลนิธิการกุศล ซึ่งตัวเขาเองก็เป็นประธานมูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติ ประเทศไทย (habitat for humanity thailand)

       “ถ้าว่างๆ ผมก็โทรไปหาทีมงาน เพื่อถามว่าช่วงนี้ไปสร้างที่ไหน แล้วก็ตามไปช่วยเขาสร้าง นอกจากนั้นหน้าที่หลักของเราก็คือช่วยทำพีอาร์ ช่วยหารายได้ให้มูลนิธิ ที่จริงถ้ามีเวลาเยอะกว่านี้ผมอยากจะสร้างมูลนิธิอื่นๆ ด้วย เช่น มูลนิธิป้องกันทะเล เพราะผมชอบทะเล”

Credit : Manager